กตัญญูรู้คุณ บุญบารมีพาเราเจริญ”จากเด็กกำพร้าที่ชาวบ้านเลี้ยงดู สู่นักธุรกิจระดับโลก”

0
64

เมื่อเร็วๆนี้เว็บต่างประเทศได้พรีเซ็นท์เรื่องราวของชาวเน็ตท่านหนึ่ง โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า.. เสี่ยวเทียน เป็นลูกกำพร้า ตอนอายุได้ 4 ขวบครึ่ง พ่อก็จากไปเพราะว่าเกิดอุบัติเหตุรถชน เมื่อเสาหลักของครอบครัวนี้ล้มลง แม่ของเสี่ยวเทียนก็เลยต้องเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว ด้วยเหตุว่าฐานะครอบครัวยากจนข้นแค้น แม่ก็ทนทุกข์ยากลำบากไม่ไหวเพราะเหตุว่าแทบจะมองไม่เห็นแสงไฟด้านหน้า ภายหลังบิดาเสี่ยวเทียนเสียไปได้ครึ่งปี แม่ก็ลักขโมยค่าสินไหมทดแทนจากการจากไปของพ่อแล้วหนีไป

คนภายในหมู่บ้านต่างกล่าวกันว่าแม่ของเสี่ยวเทียนเลืoดเย็น ทิ้งลูกในไส้อย่างเขาได้ลงคอ เมื่อประชาชนมองเห็นเสี่ยวเทียนร้องไห้หาแม่ ก็เห็นอกเห็นใจจนกระทั่งร้องไห้

คนภายในหมู่บ้านชื่นชมยินดีพ่อของเสี่ยวเทียน เนื่องด้วยพ่อของเขาเป็นคนใจดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคนจริงมีความรู้และมีความเข้าใจ เมื่อพ่อของเขามองเห็นคนวัยชราหลายคนในหมู่บ้านชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ บ้านของเขามีที่ดินไม่เยอะแยะนัก ไม่กี่วันพ่อของเสี่ยวเทียนก็จัดแจงได้หมด แม้กระนั้นพ่อเขาพักผ่อนไม่กี่วัน ก็ไปช่วยคนอื่นๆทำงานต่อ

สิ่งที่พ่อของเขาทำอยู่ในสายตาของประชาชนตลอด ผู้ใหญ่บ้านเองก็ยังสรรเสริญเขาเฉพาะหน้าทุกคนเป็นประจำกล่าวว่าเขาเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกบ้าน แม้กระนั้นเมื่อวันคืนกลับ เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยที่ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านเคยมีความรู้สึกว่าจะเกิดเหตุอย่างนี้กับคนดีๆอย่างพ่อเขา

คนภายในหมู่บ้านรู้ว่า การจากไปของพ่อเสี่ยวเทียนทำให้ครอบครัวเขาบีบคั้นมากมาย เพื่อจะช่วยเหลือครอบครัวเสี่ยวเทียน คนภายในหมู่บ้านต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเท่าที่จะทำเป็น แม้กระนั้นที่เกินคาดก็คือแม่ของเขาจะตกลงใจทำสิ่งที่ไม่มีซึ่งคุณธรรมอย่างงี้

เมื่อมองเห็นเสี่ยวเทียนเหลือตัวผู้เดียว คนภายในหมู่บ้านก็เห็นใจ 2-3 วันนั้นผู้ใหญ่บ้านเรียกสัมมนาลูกบ้านเพื่อคุยกันเรื่องปัญหาของเกลอเทียน บางบุคคลเสนอว่าน่าจะส่งเสี่ยวเทียนไปบ้านลูกกำพร้า มีแม้กระนั้นที่บ้านลูกกำพร้าเพียงแค่นั้นจะก่อให้เขาไม่รู้จักสึกสันโดษ แม้กระนั้นก็มีบางบุคคลปฏิเสธ ผู้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากพ่อของเสี่ยวเทียนก็ก้าวออกมากล่าวว่า หมู่บ้านนี้นั่นแหละคือบ้านของเสี่ยวเทียน จะส่งไปอยู่ที่แห่งไหนมิได้เด็ดขาด พวกเขาจะดูแลเสี่ยวเทียนเอง

ถึงแม้คนภายในหมู่บ้านจะเสนอแนวทางที่ต่างๆนาๆ แม้กระนั้นพวกเขาล้วนเป็นห่วงเกลอเทียน ข้างหลังขอความเห็นกัน ผู้ใหญ่บ้านก็ตกลงใจที่จะให้เสี่ยวเทียนอยู่ที่หมู่บ้านถัดไป โดยจะให้อยู่ที่บ้านตนชั่วครั้งคราวก่อน

เสี่ยวเทียนเติบโตขึ้นเรื่อยจนกระทั่งเวลาเข้าสถานศึกษา ราษฎรในหมู่บ้านก็ช่วยเหลือกันจ่ายเงินเป็นค่าเทอม ด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูลของประชาชน เสี่ยวเทียนก็ค่อยๆรู้เรื่องรู้ราวขึ้นเรื่อยจะว่าไปเสี่ยวเทียนก็เกือบจะราวกับพ่อของเขา ในวัยเดียวกันเขารู้เรื่องรู้ราวมากยิ่งกว่าเด็กบุคคลอื่นมากมาย เสี่ยวเทียนรู้สึกว่าคนภายในหมู่บ้านทุกคนเป็นเสมือนพี่น้องของตนเอง

เมื่อขึ้นชั้นม. ต้น เสี่ยวเทียนก็เริ่มโตเป็นชายหนุ่ม เขาเข้าไปดำเนินงานในพื้นที่ที่พ่อทิ้งเอาไว้ให้ไม่กี่เอเคอร์ เวลาถึงฤดูเก็บเกี่ยว ด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูลของคนภายในหมู่บ้านก็สามารถเอาผลิตผลไปขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินไว้เป็นค่าเทอม

ตั้งแต่ขึ้นชั้นประถมเสี่ยวเทียนก็มิได้อาศัยอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านแล้ว แต่ว่าเขาก็ยังเป็นเด็กเบิกบาน ตกค่ำถึงที่บ้านไหนก็นอนบ้านนั้น หิวตอนอยู่ที่ใดก็เปลืองที่บ้านนั้น นับเป็นเวลาหลายปีมานี้เขารับประทานข้าวในทุกบ้าน นอนไปทั่วทุกเตียงในแต่ละบ้าน แต่ว่าก็ไม่มีราษฎรผู้ใดกันแน่เกลียดชังเขา

ประชาชนดีกับเสี่ยวเทียนมากมาย เขาเองก็ทราบ แต่ว่าบางครั้งอาจจะเป็นเพราะเหตุว่าด้วยอายุที่ยังน้อย เขาไม่รู้จักว่าจะแสดงความขอบคุณมากทุกคนออกมาอย่างไร แต่ว่าพอเพียงเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ตั้งแต่เขาเข้าชั้นเรียนปริญญาตรี เขาก็ตกลงใจว่าจำเป็นจะต้องบากบั่นทดแทนพระคุณทุกคนที่อุปการะเขา

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาจำต้องเพียรพยายามมากขึ้นไปอีก ทั้งยังจำเป็นต้องตั้งมั่นเรียน แล้วก็ดำเนินการหารายได้เลี้ยงดูตนเอง เพื่อนพ้องๆต่างถามใครๆเขาก็ว่าทำไมจำเป็นต้องขยันขนาดนั้น เสี่ยวเทียนก็บอกพวกเขาด้วยความภูมิใจว่า เพราะเหตุว่าแต่งงานใหญ่รอคอยพวกเรากลับไปอุปการะน่ะสิ เพื่อนพ้องๆต่างไม่มีผู้ใดรู้เรื่องความหมายของคำว่าครอบครัวใหญ่ของเขา มีแม้กระนั้นเสี่ยวเทียนที่รู้ดีว่า โน่นเป็นประชาชนอดอยากบนเทือกเขาที่อุปถัมภ์เขามาเกือบจะตลอดชีวิต

เสี่ยวเทียนเรียนกระทั่งจบมหาวิทยาลัยก็หยุดเรียน เนื่องจากนับเป็นเวลาหลายปีมานี้ค่าเรียนของเขา นอกเหนือจากที่จะหาเองแล้ว นิดหน่อยยังเป็นเงินที่คนภายในหมู่บ้านส่งมาให้ แถมความฝันของเสี่ยวเทียนก็มิได้ยึดติดกับการเรียนรู้ เขามีอีกความฝันที่ใหญ่มากยิ่งกว่าก็คือการมีอาชีพเป็นของตนเอง

หลังจากเรียนจบเสี่ยวเทียนก็กล่าวลาคนภายในหมู่บ้าน เดินทางไปสู่โลกกว้างด้วยตัวเอง ในเวลาที่เสี่ยวเทียนจากมา คนภายในหมู่บ้านก็มิได้คิดอะไรมากมายเพราะเหตุว่าทราบว่าเขาโตแล้ว จำต้องออกไปดำเนินชีวิต แม้กระนั้นที่ราษฎรคิดไม่ถึงก็คือ การบอกลาของเสี่ยวเทียนจะหมายความว่าไม่กลับมาเลย 15 ปี แต่ว่าใน 15 ปีนี้เขาชอบโทรศัพท์กลับมาบ่อยๆ บอกทุกคนว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นห่วง เขาทำธุรกิจอยู่เมืองอื่น มีเวลาจะกลับมายอดเยี่ยม

แม้กระนั้นดูราวกับว่าคำว่าจะกลับมาจะเป็นเพียงแค่คำกล่าวเพื่อบันเทิงใจเพียงแค่นั้น เนื่องด้วย 15 ปีที่ผ่านมานี้ เสี่ยวเทียนไม่กลับไปอยู่ที่บ้านเลยสักหนึ่งครั้ง จนถึงวันหนึ่งเมื่อเกือบถึงวันตรุษจีน จู่ๆก็มีรถบรรทุกคันใหญ่มากมายมาที่หมู่บ้าน”กึงๆๆ” เสียงดังยั่วยวนใจความพึงพอใจของคนอีกทั้งหมู่บ้าน คนภายในหมู่บ้านมองเห็นว่ามีรถเก๋งสีขาวขับนำหน้ารถบรรทุกอยู่ แม้กระนั้นก็คิดไม่ออกว่าผู้ขับเป็นคนใดกันแน่

ในตอนที่ประชาชนกำลังถกกันอยู่นั่นเอง รถยนต์ก็มาหยุดอยู่ด้านหน้า ผู้ชายที่ลงมาจากรถยนต์หรูถือกระเป๋าหนัง สวมชุดสูท แล้วก็รองเท้าหนังเงาแวววาว ประชาชนยิ่งมองดูก็ยิ่งคุ้นหน้า แม้กระนั้นก็ยังจำไม่ได้ “นี่เสี่ยวเทียนใช่มั้ย?” ชายเฒ่าคนหนึ่งพูดถาม เมื่อได้ยินชื่อเสี่ยวเทียน ราษฎรก็ต่างเข้ามารุมล้อม เมื่อเสี่ยวเทียนมองเห็นบริเวณใบหน้าที่รู้จักของบรรพบุรุษคุณลุงป้าน้าอาเรียกชื่อเขา เสี่ยวเทียนก็รู้สึกอบอุ่นเมื่อได้พบคนสนิท

เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ยินว่าเสี่ยวเทียนกลับมาแล้ว ก็รีบมาที่เข้าหมู่บ้านในทันที เห็นรถบรรทุกล้นหลามหยุดอยู่ ที่จริงรถยนต์เหล่านี้บรรทุกของที่เสี่ยวเทียนเอามามอบให้คนภายในหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านมองเห็นเสี่ยวเทียนเจริญ ก็เข้าไปประสานมือเขาแน่น กล่าวไม่หยุดว่า : “ดี! เด็กดี! ยิ่งใหญ่!”

“วันนี้ผมขอคุกเข่าลงซึ่งๆหน้าทุกคน ทุกคนนเป็นบิดามารดาของผม เป็นพี่น้องของผม ผมรู้ดีว่าเงินเหล่านี้มีค่าเทียบไม่ได้กับการที่ทุกคนเคยอุปถัมภ์ผมมา แต่ว่าผมก็จะต้องทดแทนพระคุณบ้าง” เมื่อได้ยินเสี่ยวเทียนกล่าวแบบนั้น ประชาชนก็กลั้นน้ำตาไว้ถัดไปไม่ไหว

จากนั้น เสี่ยวเทียนตั้งหน่วยงานการบุญของตนในหมู่บ้าน ทุกปีเขาจะโอนเงินปริมาณหนึ่งมาให้เพื่อราษฎรที่ลำบาก ด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูลของเสี่ยวเทียน ประชาชนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ยากอะไรกระทั่งอีกต่อไป

ขอบพระคุณที่มา LIEKR

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here